หลายประเทศร่วมกันสมทบทุนได้เบื้องต้นอย่างน้อย 253 ล้านยูโร หรือประมาณ 9,000 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนให้เลบานอนใช้ฟื้ฟนูกรุงเบรุตซึ่งเสียหายอย่างหนักจากเหตุระเบิดรุนแรงเมื่อต้นเดือนนี้ ขณะที่รัฐบาลเลบานอนเผชิญกับกระแสต่อต้านจากประชาชนในประเทศมากขึ้นทุกขณะ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ว่าการประชุมเทเลคอนเฟอเรนซ์ของรัฐบาลจาก 15 ประเทศและสหภาพยุโรป ( อียู ) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เพื่อระดมทุนช่วยเหลือเลบานอนในการฟื้นฟูกรุงเบรุต ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุระเบิดอย่างรุนแรงที่ท่าเรือหลัก เมื่อวันที่ 4 ส.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตประมาณ 160 คน และได้รับบาดเจ็บอีกมากกว่า 6,000 คน สามารถรวบรวมเงินในเบื้องต้นได้อย่างน้อย 253 ล้านยูโร ( ราว 9,303.97 ล้านบาท ) ส่วนใหญ่มาจากอียู และฝรั่งเศสซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการหาทางเยียวยาเลบานอน
 
อย่างไรก็ตาม ประธานาธิบดีเอมมานูเอล มาครง ผู้นำฝรั่งเศส กล่าวเพิ่มเติมว่านอกจากความช่วยเหลือทั้งในรูปแบบของเงิน และสิ่งของซึ่งนานาประเทศร่วมกันมอบให้แก่เลบานอนแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน และต้องดำเนินการ “อย่างเร่งด่วนที่สุด” คือการที่เลบานอน “ต้องปฏิรูปให้จริงจังและมีประสิทธิภาพกว่านี้” ซึ่งการเน้นย้ำประเด็นดังกล่าวของอดีตเจ้าอาณานิคมมีแนวโน้มยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้กับกลุ่มขั้วอำนาจเก่าทางการเมืองในเลบานอน ที่เผชิญกับการต่อต้านจากประชาชนในประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ การประท้วงขับไล่รัฐบาลรอบใหม่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ หลังผู้ประท้วงสามารถบุกเข้าไปภายในสถานที่ราชการหลายแห่งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา แล้วทำลายทรัพย์สินที่อยู่ภายในอาคารจนเสียหายยับเยิน ขณะที่รัฐมนตรีอย่างน้อย 2 คนในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีฮัสซัน ดิอับ ประกาศลาออกเพราะ “รับไม่ได้อีกต่อไป” กับนโยบายของรัฐบาลตัวเอง คือนางมาดาล อับเดล ซาหมัด ลาออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงข่าวสาร และนายดาเมียนอส คัตตาร์ ลาออกจากตำแหน่งรมว.กระทรวงสิ่งแวดล้อม แม้ดิอับยืนยันจะจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด
 
สำหรับความคืบหน้าของการสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุของการระเบิดนั้น ทุกฝ่ายยังคงพุ่งเป้าไปที่แอมโมเนียมไนเตรตน้ำหนัก 2,750 ตัน ที่อยู่ภายในโกดังหมายเลข 12 ของท่าเรือมานานถึง 6 ปีแล้ว “แต่ไม่มีใครสนใจ” ขณะที่มีการวิเคราะห์ด้วยว่า การฟื้นฟูกรุงเบรุตครั้งนี้อาจต้องใช้งบประมาณที่คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 25% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ( จีดีพี ) ของเลบานอน